เที่ยวหน้าฝน ขับรถอย่างไรให้ปลอดภัย

  โพสต์เมื่อ: วันพุธ 24 กรกฎาคม 2013 (เข้าดู 775 views)

สวัสดีครับ วันนี้อะเมสซิ่งไทยทัวร์ มีเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ มาฝากสำหรับทุกท่านที่ใช้ยานยนต์เป็นพาหนะ ช่วงหน้าฝนแบบนี้หลายท่านคงมีทริปเที่ยวหน้าฝนและหนึ่งในทริปเที่ยวหน้าฝน คงจะเป็นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ สำหรับท่านที่ใช้รถยนต์เป็นพาหนะคู่ใจท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ มาฝากกันครับ

เที่ยวหน้าฝน ขับรถอย่างไรให้ปลอดภัย

เที่ยวหน้าฝน ขับรถอย่างไรให้ปลอดภัย

เรียบเรียงเนื้อหา อะเมสซิ่งไทยทัวร์
ขอบคุณภาพจาก คุณ Tik Ka
ข้อมูลอ้างอิง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย

ในช่วงฤดูฝนสภาพพื้นถนนที่เปียกลื่น เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนมากกว่าปกติ เพื่อป้องกันความปลอดภัยและอุบัติเหตุบนท้องถนนที่อาจจะเกิดได้การตรวจสอบสภาพรถและศึกษาวิธีการขับรถที่ถูกวิธีเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรปฏิบัติ

การเตรียมสภาพรถ
1.ระบบสัญญาณไฟ
เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ก่อนจะออกเดินทางผู้ขับขี่ควรตรวจสอบระบบสัญญาณไฟให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน
2.อุปกรณ์ใบปัดน้ำฝน ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าสามารถปัดกวาดน้ำฝนได้สะอาด นอกจากนี้ก็ควรเตรียมผ้าแห้งไว้สำหรับเช็ดฝ้าที่ติดอยู่บนกระจกภายในรถเพื่อไม่ให้บดบังการมองเห็น รวมถึงต้องเติมนำ้ในกระปุกฉีดน้ำอย่างสม่ำเสมอ
3.ยางรถยนต์ ควรเลือกใช้ยางรถยนต์ที่มีดอกยางละเอียด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนและหยุดรถ ทั้งนี้เพื่อให้หน้ายางแข็ง ควรเติมลมยางให้มีแรงดันมากกว่าปกติ 2-3 ปอนด์/ตารางนิ้ว จะเป็นการช่วยให้ยางมีกำลังในการรีดน้ำดียิ่งขึ้น
4.ผ้าเบลก ควรตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าผ้าเบรกมีสภาพพร้อมใช้งานในกรณีถนนเปียกลื่น ถ้าเบลกแล้วรถมีอาการปัด เพื่อความปลอดภัยควรเปลี่ยนผ้าเบรกใหม่

การขับรถในช่วงฝนตก
1.เปิดใบปัดนำ้ฝน
ควรปรับระดับความเร็วของใบปัดน้ำฝน ให้สัมพันธ์กับปริมาณและความแรงของฝนที่ตกลงมา
2.การใช้น้ำฉีดกระจก ช่วงที่ฝนเริ่มตก น้ำที่กระเด็นจากการดีดจะมีลักษณะเหนียวคล้ายโคลน การเปิดก้านปัดน้ำฝน ทำการปัดออกก็ไม่สามารถปัดออกได้หมด สิ่งหนึ่งที่แนะนำคือ การใช้น้ำฉีดกระจก เพื่อชะล้างคราบโคลน แต่สิ่งหนึ่งที่ควรพึงระวัง คือ ในขณะที่รถขับด้วยความเร็วสูงไม่ควรฉีดน้ำ เพราะอาจจะส่งผลต่อการบดบังเส้นทางทำให้มองเห็นเส้นทางได้ไม่ชัดเจน
3.เปิดไฟหน้า-หลังรถ ช่วงที่ฝนตกหนักอาจจะส่งผลต่อทัศยภาพในการมองเห็นของผู้ขับขี่ ด้วยสภาพแวดล้อมโดยรอบที่มืดครี้ม การเปิดไฟหน้า-หลังรถ จะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นเส้นทางได้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ขับขี่คันอื่นสามารถมองเห็นรถของเราได้ด้วยเช่นกัน
4.ลดความเร็ว จากผลการศึกษาพบว่า ช่วง 10 นาทีแรกที่ฝนเริ่มตก เป็นช่วงที่รถมีโอกาสที่จะลื่นไถลมากที่สุด เพื่อความปลอดภัย ผู้ขับขี่ควรลดความเร็วของรถ ทั้งนี้ระดับความเร็วที่ทำให้รถไม่เกิดการลื่นไถล จะอยู่ที่ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
5.ไม่ควรขับรถชิดคันหน้ามากเกินไป ด้วยสภาพถนนที่เปียกลื่นจากน้ำฝนควรมีการเว้นระยะทางในการหยุดรถเพิ่มขึ้น เพื่อให้สามารถหยุดรถได้ทันที ดังนั้นผู้ขับขี่จึงควรเว้นระยะห่างจากรถคันหน้า ประมาณ 10-15 เมตร
6.กรณีขับรถแล้วรถลื่นไถล สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรปฏิบัติก็คือ การเหยียบเบลกรถจนล้อหยุดหมุนในทันที เพราะอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ เช่น รถพลิกคว่ำ ส่งิที่ควรปฏิบัติก็คือ ให้ถอนคันเร่ง ควบคุมพวงมาลัยให้มั่นคง ลดความเร็วด้วยการใช้เกียร์ต่ำจนกว่ารถจะสามารถทรงตัวได้ตามปกติ แล้วจึงค่อยเหยียบเบรกเพื่อทำการหยุดรถ
7.การขับรถผ่านเส้นทางที่น้ำขัง ผู้ขับขี่ควรหยุดประเมินสถานการณ์และขับรถผ่านถนนในบริเวณที่น้ำท่วมขังที่น้อยที่สุด นอกจากนี้ควระมัดระวังการขับผ่านถนนที่มีสภาพถนนในลักษณะนูนเป็นหลังเต่า เพราะหากขับรถเบียงออกนอกเส้นทาง อาจส่งผลให้รถจมน้ำได้ ขับรถโดยใช้เกียร์ 1 เร่งเครื่องให้รอบสูง แล้วเหยียบคลัทช์ เพื่อให้ความเร็วต่ำ แต่อย่าให้รอบต่ำ เพราะอาจจะทำให้เครื่องดับกลางน้ำได้ และไม่ควรขับรถเร็วเกินไป อาจทำให้มีน้ำกระเด็นเข้าเครื่องยนต์ได้ นอกจากนี้ก็ควรระวังน้ำที่อาจกระเด็นจากรถคันอื่นเข้าไปในห้องเครื่อง เพราะจะทำให้เครื่องยนต์ดับหรือรถลอย ซึ่งจะทำให้การควบคุมรถทำได้ยาก กรณีที่มีน้ำท่วมสูง ไม่ควรขับรถลุยน้ำ เพราะรถอาจถูกพัดไปตามกระแสน้ำได้

เป็นไงกันบ้างครับสำหรับเคล็ดลับดีๆ ที่เราได้นำมาฝากกันในวันนี้ หวังว่าคงจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยต่อผู้ใช้รถใช้ถนนทุกท่าน เที่ยวหน้าฝนนี้ขอให้ขับรถด้วยความระมัดระวังและปลอดภัยไม่มีอุบัติเหตุนะครับ

แหล่งท่องเที่ยวแนะนำ

แสดงความคิดเห็น:

บทความล่าสุด
5 อันดับที่เที่ยว ยอดนิยม